สิ่งที่ท่านจะได้อ่านดังต่อไปนี้ เป็นอัตถชีวประวัติของนางสาวเมธยา ราชคมน์ เขียนเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ..2552 ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันคล้ายวันเกิดของข้าพเจ้าเองด้วย โดยอัตถชีวประวัตินี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา Innovative Thinking ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นางสาวเมธยา ราชคมน์ มีชื่อเล่นว่า เมย์ เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ..2528 ณ โรงพยาบาลพะเยา จ.พะเยา วันนั้นเป็นวันพุธพอดี แต่โชคดีที่ข้าพเจ้าเกิดตอนกลางวัน เพราะเคยได้ยินมาว่าถ้าเกิดวันพุธตอนกลางคืน จะโชคไม่ดีไปตลอด ดังนั้น มาจนถึงวันนี้ข้าพเจ้าก็มีอายุ 24 ปีเข้าไปแล้ว และชีวิตก็ราบรื่นเหมือนคนปกติทั่วไป คุณพ่อของข้าพเจ้ามีชื่อว่า นายประสาน ราชคมน์ ส่วนคุณแม่ชื่อว่า นางมาลี ราชคมน์ ครอบครัวของข้าพเจ้ามีทั้งหมด 4 คน รวมน้องชายเข้าไปด้วยอีก 1 คน มีชื่อว่า นายรามิล ราชคมน์ ครอบครัวของเราเป็นคนเหนือโดยแท้ พ่อและแม่เป็นคนเชียงราย และจากการสืบต้นตระกูล ก็ไม่มีใครมีเชื้อสายทางภาคอื่นรวมอยู่เลย เราอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 55 หมู่บ้านสันปูเลย ต.ทานตะวัน อ.พาน จ.เชียงราย ตอนสมัยยังเล็ก ข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ตอนนั้นพ่อเพิ่งจะได้รับการบรรจุเป็นครู ต้องไปทำงานที่จังหวัดพิษณุโลก ดังนั้นเรา 3 คนจึงย้ายไปอยู่ที่นั่น (น้องชายยังไม่เกิดค่ะ) ที่ที่เราอาศัยอยู่นั้นเป็นบ้านพักครูที่อยู่ในบริเวณสถานศึกษา ถ้าจำไม่ผิดมันไม่ใช่บ้าน แต่เป็นห้องเล็กๆ แคบๆ ต่างหาก และเป็นที่รู้กันว่า พิษณุโลกนั้นร้อนแค่ไหน แม่เคยเล่าให้ฟังว่า ต้องแก้ร้อนด้วยการสาดน้ำไปที่ผนังกั้นห้องเลยทีเดียว

ข้าพเจ้าได้เข้าเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนโรจนวิทย์ มาลาเบี่ยง จ.พิษณุโลก (หากจำชื่อไม่ผิด เพราะยังเด็กมาก) จำได้ว่าโรงเรียนนั้นเป็นเส้นทางผ่านของเครื่องบินที่ใกล้จะลงจอด และทุกครั้งของการนอนตอนบ่าย จะมองเห็นท้องเครื่องบินแบบใกล้มากๆ ความรู้สึกเหมือนกับที่เรากำลังอยู่ใต้ท้องปลาวาฬยังไงยังงั้น ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกกลัว กลับตื่นเต้นและอยากจะขึ้นไปอยู่ในนั้นบ้าง แต่จนถึงวันนี้ข้าพเจ้าขอสารภาพตามตรงว่ายังไม่เคยขึ้นเครื่องบินเลยซักครั้ง

ทุกๆ เช้าของการไปเรียน แม่จะขี่มอเตอร์ไซด์ไปส่ง และก่อนเข้าเรียนก็ต้องแวะกินข้าวเช้าที่ตลาดเป็นประจำ แม่พยายามให้ข้าพเจ้ากินอาหารอย่างอื่นบ้าง ข้าพเจ้าไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นก๋วยจั๊บ และต้องเป็นร้านนี้ทุกวันด้วย

เป็นธรรมดาของเด็กเล็กที่จะได้รับนมเป็นครื่องดื่มตอนกลางวัน และวันนั้นก็เกิดขึ้น ข้าพเจ้าได้รับนมกล่องใหญ่มาก แต่ไม่รู้ว่าตัวเองดื่มนมท่าไหนกัน จึงสำลักออกมาทั้งปาก ทั้งจมูก คิดว่าคงจะตายให้ได้แล้วล่ะมั่ง ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าก็ไม่แตะต้องนมอีกเลย ได้กลิ่นนมทีไรเหมือนจะอ้วกออกมาทุกครั้ง มากสุดดื่มได้แค่นมเปรี้ยวและนมถั่วเหลืองเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเองตัวเล็ก ไม่สูงอยากที่ตั้งใจ ทั้งที่ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าไม่ดื่มนม ก็พยายามเล่นกีฬาแบบยืดตัว เช่น บาสเก็ตบอล แทน แต่มันก็ไม่ช่วยอะไร นึกโทษตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้

เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พ่อกับแม่ลืมข้าพเจ้าไว้ที่โรงเรียน ไม่มารับกลับบ้านเหมือนทุกๆ วัน เคยคิดว่า ลูกทั้งคนนะ ลืมได้ยังไงกัน ลืมแบบนึกไม่ออกด้วย ดูเหมือนว่าตอนนั้น ข้าพเจ้าดูจะไม่ทุกข์ร้อนเลยที่พ่อกับแม่ยังไม่มารับ จนกระทั่งคุณครูเดินมาถามว่า ยังไม่มีคนมารับหรอ คุณครูก็เลยอาสาพามาส่ง โดยอาศัยความจำของเด็กตัวเล็กๆ ไม่น่าเชื่อว่าข้าพเจ้าจะพาคุณครูมาถึงบ้านได้ ข้าพเจ้าจำความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้เลย แอบคิดว่า จำได้ยังไงกัน บ้านกับโรงเรียนอยู่ห่างกันตั้งเยอะ และตอนนั้นข้าพเจ้าก็เรียนอยู่แค่ชั้นอนุบาล 1 คุณครูชมข้าพเจ้าใหญ่ และพ่อกับแม่ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมข้าพเจ้าเมื่อตอนเห็นหน้า

 ข้าพเจ้าเคยมีเหตุการณ์เฉียดตายเกิดขึ้นกับตัวเอง ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าจำไม่ได้หรอกว่ามีแบบนี้เกิดขึ้นด้วย ถ้าไม่มีใครบอก ข้าพเจ้าก็จะไม่มีวันรู้เลย ตอนเด็กเคยสงสัยว่าทุกครั้งที่จะกินลูกชิ้น ทำไมต้องมาหักปลายไม้ด้วย เพราะว่ามันเป็นไม้ หักแล้วจะทำให้เป็นเสี้ยนไม้ติดมา ข้าพเจ้าไม่ชอบเลย มันกินไม่สะดวกนี่หน่า เคยถามว่าทำไม และก็ได้รับคำตอบว่า กลัวปลายไม้แหลมทิ้มเอา และมันก็เป็นจริงมาก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าโดนปลายไม้ลูกชิ้นเสียบเข้าตรงที่ขมับ เหตุเพราะกระโดดเป็นลิง กินไปด้วย กระโดดไปด้วย เป็นไงล่ะ แม่เล่าว่า แทนที่จะเป็นพ่อที่อุ้มไปส่งโรงพยาบาล กลับเป็นแม่แทน เพราะพ่อยืนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก แม่บอกว่า แผลลึกมากเกือบตัดเส้นประสาทตา และเกือบแทงเข้าไปที่เนื้อสมอง ตอนนั้นเลือดท่วมตัว ถ้ายังไม่ดูอาการ เด็กคนนี้ดูท่าจะไม่รอด ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณคุณหมอคนนั้นเป็นอย่างมาก นอกจากจะช่วยชีวิตได้แล้ว ยังปลอดภัยเป็นคนธรรมดา ไม่ได้พิการอันใด แผลที่ผ่าตัดถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่เห็น และยังจำไม่ได้อีกว่ามันเคยเกิดขึ้น และนั่นก็ถือเป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้า  

และแล้วการเรียนชั้นอนุบาล 1 ของข้าพเจ้าก็จบลง คุณครูให้ถ่ายรูปร่วมกันทั้งชั้นเรียน แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นข้าพเจ้าคิดอะไรอยู่ กลัวกล้องทำไมก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าได้แต่ก้มหน้าลงตลอดการถ่ายรูป ดังนั้นรูปที่ได้มา จะสังเกตเห็นเด็กหญิงก้มหน้า เห็นแต่ผมสีดำได้อย่างชัดเจน รู้เลยว่านั่นแหละคือ ข้าพเจ้า พอนึกถึงทีไร ก็อายเพื่อนคนอื่นๆ ที่เขาได้รูปนั้นไป และทั้งหมดก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ที่พิษณุโลก อยู่ที่นั่นได้ไม่นาน พ่อก็ได้ย้ายมาทำงานใกล้ๆ บ้านเกิด เราทั้ง 4 คนจึงกลับมาอยู่ที่เชียงราย

To BE continued...

Comment

Comment:

Tweet

☺☺☺

#14 By (223.205.247.242|223.205.247.242) on 2015-06-21 13:17

นุกกกกกกก

#13 By (27.55.201.95|27.55.201.95) on 2014-06-03 20:02

อยากอ่านจนจบคับ มีตอนต่อไปไหมคับ

#11 By (118.173.212.145|118.173.212.145) on 2014-02-08 21:26

คุณเขียนได้กระชับดี แต่ควรใช้คำเหมาะสมให้ถูกต้องด้วยครับbig smile surprised smile

#10 By Wichayayut (103.7.57.18|171.4.71.230) on 2013-06-19 16:27

เกิด พ.ศ.เดียวัน และเรียนที่เดียวกับเราเลย ไม่รู้ว่าเราสองคนเรียนห้องเดียวกันด้วยหรือป่าว ดีใจนะที่มาอ่านเจอ มันนานจนลางเลือนไปหมด

#9 By bb (103.7.57.18|115.67.131.119) on 2013-03-02 14:29

สวยดีค่ะ

#8 By กิกิ (61.7.170.152) on 2011-03-22 23:15

รามิล ราชคมน์

#7 By อาจารย์เดย์ (203.158.160.13) on 2011-02-23 12:08

จาร์ยสอนดีมากครับ big smile big smile

#6 By จากตัวหลัง (58.147.73.111) on 2010-07-16 11:12

อ่ะน่ะ

คุนพี่ขา

นู๋ก้อกำลังจะเขียนอัตถชีวประวัติส่งอาจารย์พอดี

เลยเขามาหาดูเรื่อยๆ

ไม่รุว่าจะเจอขอคนเชียงรายเหมือยกาน

ที่น่าแปลกกว่านั้นคือเปงคน อ.พาเหมือนกานอีกตะหาก

นู๋ได้อ่านดูขอพี่ ก้อทำให้นู๋เข้าใจในกานเขียนมากขึ้น

ทั้งก่อนหน้านี้ไม่เข้าใจเลยสักนิด

.........ขอบคุณค่ะ

#5 By เด็กเชียงรายค่ะ (113.53.99.212) on 2010-06-16 13:33

5555+ก้มหน้าถ่ายรุป เปนจูออนเลย

#4 By NaNiiEz (118.174.42.101) on 2010-03-01 21:36

โห......คนบ้านเดียวกันนี่น๊า....

#3 By น้องชายสุดหล่ออออ (112.142.112.114) on 2009-11-21 17:56

โห.. เรื่องราวสนุกมากเลยคับ ผมแอบก๊อบ ข้อมูลคุณไปทำรายงานส่งอาจารย์ด้วย ขอบคุณมากเลยนะคับ อิอิ

#2 By jj (124.121.107.146) on 2009-09-17 20:18

ตลกดีเนอะ อิอิ

#1 By เพื่อนมิลค่ะ (112.142.119.239) on 2009-07-11 17:29