กิโมโน ชุดประจำชาติของญี่ปุ่น
posted on 25 Dec 2008 15:55 by im-maze23 in Japanแต่ละประเทศ ย่อมมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไป
โดยเฉพาะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ
เรารู้อยู่แล้วค่ะว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร แต่เราอยากรู้อ่านะ ว่าญี่ปุ่นเค้าใส่กันอย่างไร ???.....
- กิโมโน กิโมโน - เคยเห็นและได้ยินบ้าง แล้วแท้จริงเป็นยังงั่ยนั้น ตามมาค่ะ
กิโมโน - Kimono 着物
กิโมโน (着物) เป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนราวราชวงศ์ถัง ซึ่งถ้าจะนับไปแล้วมีมากกว่าพันปี เรียกได้ว่าเกิดพร้อมๆ กับการก่อตั้งประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ โดยเริ่มจากยุคนาระ (ค.ศ. 710 - 754) ที่รูปทรงของเสื้อผ้าจะคล้ายคลึงกับชุดในราชสำนักของชาวจีน จนต่อมาในสมัยเฮฮัน (ค.ศ. 974 - 1191) ซึ่งถือเป็นยุคที่กิโมโนรุ่งเรื่อง เริ่มมีการดัดแปลงให้มีกิโมโนหลากหลายแบบมากขึ้น และเริ่มมีเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นมากขึ้นด้วย มีการแบ่งแยกชัดเจนในเรื่องของสีสันและรูปแบบตามสถานะทางสังคม จนต่อมาในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603 - 1858) กิโมโนได้ถูกพัฒนาขึ้นอีกครั้ง เริ่มมีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น โดยเฉพาะผ้าคาดเอวที่เรียกว่า "โอบิ" นั้นมีการดัดแปลงและเพิ่มวิธีการผูกแบบใหม่ๆ ขึ้นอย่างมากมาย ทำให้การสวมใส่กิโมโนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กลายเป็นชุดประจำชาติที่สง่างาม จนมาในช่วง 100 ปีให้หลังนี้ ที่วัฒนธรรมต่างชาติเข้าสู่ญี่ปุ่นมากขึ้น ชุดประจำชาติอย่างกิโมโนจึงถูกลดบทบาทลง กลายเป็นชุดที่ใช้ในงานเทศกาล พิธีการสำคัญๆ หรืองานแสดงแบบโบราณเท่านั้น
กิโมโนจะแตกต่างกันทั้งในยุคสมัย ระดับชั้น และลักษณะการใช้งาน กล่าวคือ ในยุคเฮอันนั้น กิโมโนจะเป็นชุดของจักรพรรดิ ขุนนาง หรือข้าในวังเท่านั้น ซึ่งจะเรียกว่า "กิโมโนจูนิฮิโตเอะ " กิโมโนชนิดนี้จะมีความยาวหลายเมตร เนื้อผ้าเป็นผ้าไหมโชว์การตัดเย็บและศิลปะการทำลวดลายบนผืนผ้า ยิ่งมีความยาวและความสวยงามมากแค่ไหน ก็ยิ่งแสดงถึงความมั่งคั่งมากเท่านั้น ยิ่งถ้าเป็นชุดของนางสนมหรือนางกำนัลในวังแล้วล่ะก็ กิโมโนจะมีจำนวนชั้นที่ซ้อนทับกันอยู่มากถึง 12 ชั้นเชียวค่ะ (ชั้นหนึ่งหนักประมาณ 1 กิโล) ปัจจุบันด้วยความยิ่งใหญ่และอลังการ "กิโมโนจูนิฮิโตเอะ" จึงถูกสงวนไว้สำหรับเชื้อพระวงค์หรือผู้มีฐานะเท่านั้น โดยจะใส่ในงานพระราชพิธีสำคัญหรือการจัดงานแต่งงานแบบราชสำนัก
ต่อมาเมื่อกิโมโนเริ่มแพร่หลายมากขึ้น จำนวนชั้นก็เริ่มถูกลดจำนวนลงโดยหญิงในชนชั้นสูงจะสวมใส่กิโมโน 6 ชั้นก็ถือว่าหนามากแล้ว ส่วนสามัญชนคนทั่วไปก็ลดจำนวนชั้นลงตามความเหมาะสมและฐานะทางสังคม รูปทรงเริ่มทะมัดทะแมง สั้นและกระชับขึ้น เพื่อการขยับร่างกายและสวมใส่ง่าย แต่ยังไงแล้วกิโมโนก็ยังคงเป็นชุดที่ยุ่งยากสำหรับคนทั่วไปไม่น้อย ถึงขนาดต้องมีโรงเรียนสอนการใส่กิโมโน ที่เรียกว่า "โอคิซึเคะ" กันเลยทีเดียว ที่นี่จะสอนทั้งการสวมใส่ การซ่อมแซมและการเก็บรักษา ใช้ระยะเวลาเรียนกันเป็นปี เพราะชุดกิโมโนมีแบบแผนและวิธีการมากมาย ส่วนประกอบต่างๆ อย่างต่ำๆ ก็ประมาณ 10 กว่าชิ้น การใส่ใน 1 ครั้งต้องใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้เห็นสาวๆ ยุคนี้ใส่กิโมโนกัน จะคงเห็นเพียงคนเฒ่าคนแก่ หรือหนุ่มสาวที่สวมกันในเทศกาลสำคัญๆ อย่างงานแต่งงาน งานฉลองบรรลุนิติภาวะ งานปีใหม่เท่านั้น
และแล้ว ยูคาตะ (浴衣) ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ชาวญี่ปุ่นได้สวมใส่เป็นชุดลำลองกัน โดยเป็นชุดที่ทำด้วยผ้าฝ้ายโปร่งสบาย สวมง่าย เพียงแค่ใส่ชุดคลุม 1 - 2 ชั้น แล้วคาดโอบิทับก็เสร็จเรียบร้อย ว่ากันว่าแต่ก่อนชุดยูคาตะเป็นชุดที่ใช้ลักษณะเดียวกันกับชุดคลุมอาบน้ำค่ะ คือเวลาอาบน้ำหรือไปแช่น้ำร้อนนอกบ้าน ก็จะสวมชุดนี้ก่อนและหลังจากแช่น้ำเสร็จแล้ว ยูคาตะมีชื่อที่ใช้เรียกกันอีกแบบคือ "เสื้อสีฟ้า" เนื่องด้วยในสมัยเอโดะชุดยูคาตะทั่วไปมักจะย้อมเป็นสีฟ้า เพื่อความเย็นตา สบายใจ ใส่ในหน้าร้อน แต่หลังจากนั้นยูคาตะก็ถูกเพิ่มลวดลายให้สวยงามขึ้น มีทั้งแบบยาว แบบสั้น และคงด้วยสภาพอากาศและความสวมใส่ง่ายนี่เอง ปัจจุปันยูคาตะจึงกลายเป็นชุดกิโมโนหน้าร้อนที่ผู้คนนิยมใส่แพร่หลายมากกว่ากิโมโนในเต็มยศ โดยเฉพาะงานเทศกาลต่างๆ ช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ จะเห็นหนุ่มสาวทั้งวัยรุ่นและวัยเล็ก ต่างพากันใส่ยูคาตะออกมาชมซากุระสวยๆ หรือไปงานเทศกาลต่างๆ ตามวัดกันมากมาย ดูสวยงามจริงๆ ค่ะ
แม้กิโมโนจะเลือนหายไปจากหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ก็ถูกทดแทนด้วยยูคาตะที่สวมใส่ง่ายและสีสันสดใสโดนใจวัยรุ่นแทน ถึงจะไม่ใช่ของดั้งเดิมแต่โบราณ แต่การปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาวะอากาศและยุคสมัย โดยยังคงคุณค่าไว้ นับว่าเป็นชุดประจำชาติญี่ปุ่นที่น่าสนใจจนใครๆ ไม่ว่าชาติไหนก็อยากใส่กันค่ะ...
Ref. http://www.hamamoto-house.com/Nippon_history_kimono.html

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดีที่มอบให้ค่ะ
#1 By Kaeyjung on 2008-12-27 14:19