entry นี้ ขอแหวกแนวแล้วกันค่ะ เพราะทุกทีจะเป็นแต่หนังผี แต่นี้เป็นเรื่องเล่าที่เกิดจากประสบการณ์จริง เพราะว่าได้มีการตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือค่ะ

เรื่องนี้เจ้าของบล็อกได้มาทาง e-mail ค่ะ เชื่อไม่เชื่อก็ลองอ่านกันดูนะค่ะ ขอบอกก่อนว่า อย่าลบหลู่นะ ของแบบนี้เรามองไม่เห็นเนาะ

ติดตามกันเลยค่ะ...

> > เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ได้เกิดกับตัวผม....
> > ไม่ว่าจะพูดที่ไหนกี่สิบกี่ร้อยครั้งก็อย่างนี้ ผมจะเริ่มเล่าเรื่องว่า....

> > ผม (นายแพทย์อาจินต์ บุณยเกตุ) ได้ป่วยด้วยโรคปวดประสาทสมองเส้นที่ห้า (ประสาทสมองมี 12 คู่)
> > เริ่มเป็นมาตั้งแต่วัยรุ่นอายุราว ๆ 16-17 ปี ตอนนั้นพอดีเกิดสงครามอินโดจีนและก็เป็นเรื่อยมาระหว่าง
> > สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นๆ หายๆ โดยมีอาการปวดประสาทด้านขวาตั้งแต่เบ้าตาขึ้นไปถึงกลาง
> > กระหม่อม ปวดอยู่ซีกเดียว
> > ตอนนั้นยังเป็นหนุ่มแน่นอายุยังน้อย อาการก็ไม่ค่อยทรมานรุนแรงมากนัก กินยาแก้ปวดแรงๆ ก็พอบรรเทา
> > ไปได้ เคยขอให้อาจารย์ที่ศิริราชตรวจ ท่านก็บอกว่า สายตามีส่วนช่วยทำให้ปวดได้ เพราะสายตาไม่ดี
> > ผมก็เลยสวมแว่นตามาตั้งแต่อายุ 20 ปี จนถึงบัดนี้
> > สรุปว่า ผมป่วยด้วยโรคนี้มานานเป็นสิบๆ ปี....
> >
> > ตอนที่เป็นนายแพทย์ ผู้อำนวยการที่จังหวัดภูเก็ต ก็ยังเป็น
> > ตอนไปศึกษาต่อที่อเมริกาก็เป็นทั้งสามปี แพทย์ที่อเมริกาชวนผ่าตัด ผมก็ยอม
> > แต่พอจะผ่ามันก็เกิดหายปวด เพราะมันเป็นๆ หายๆ หมอที่นั่นก็เลยไม่กล้าผ่า 
> > พอศึกษาจนจบก็กลับมารับราชการต่อตามโรงพยาบาลอีกหลายแห่ง
> > ตอนปี พ.ศ. 2504 ผมเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ ฝ่ายวิชาการ
> > เกิดปวดมากจนทนไม่ไหว ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ตอนนี้เอง
> >
> > โรคนี้ไม่รู้สาเหตุ แต่เดี๋ยวนี้ (พ.ศ.2508) คุณหมอสิริ บุณยะรัตเวช หัวหน้าศัลยกรรม ร.พ.รามาธิบดี
> > ผู้เชี่ยวชาญทางศัลยกรรมสมองและประสาท ท่านผู้นี้เอง ที่รักษาผมหายขาด ด้วยการฉีดยาเข้าในสมอง
> > ไปทำลายต้นตอของประสาทเส้นนี้ ให้หมดสภาพไปเลย
> > ท่านบอกว่า หนึ่งในสาเหตุของโรคนี้ คือเส้นโลหิตในสมองเส้นหนึ่งไปเบียดสมองเส้นที่ห้านี้ เมื่อเส้น
> > โลหิตขยายตัวตามจังหวะการเต้นของหัวใจ มันก็จะเบียดกระตุ้นเส้นประสาทนี้ทุกทีคนโบราณเรียกว่า “
> > ลมตะกัง” หมอปัจจุบันเรียกว่า “ไมเกรน” หรือ 'ติ๊ดเตอลารูไทรเจมินัลนิวราลเจีย' เป็นชื่อเดียวกัน
> > การรักษา ยากมาก
> >
> > ตอนปี พ.ศ. 2504 นั้น คุณหมอสิระยังไม่กลับจากการเดินทางต่อจากอังกฤษ
> > ท่านเรียนจนสำเร็จเป็นราชบัณฑิตในวิชาศัลยศาสตร์ แห่งประเทศอังกฤษ
> > ท่านกลับมาตอน พ.ศ. 2507 หรือราวๆ นั้น
> > ท่านศาสตราจารย์ น.พ.อุดม โปษกฤษณะ เป็นผู้รักษาผม มีศาสตราจารย์ น.พ.วิชัย บำรุงผล แห่งภาค
> > วิชา ศัลยกรรม และ ศาสตราจารย์ น.พ.สมบัติ สุคนธพันธ์ ฝ่ายโรคทางยามาร่วมด้วย ทั้งสองท่าน
> > เหล่านี้ เป็นเพื่อนกัน
> > ก็เลยตั้งใจมากเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่หาย....
> > ผมได้ถูกรับตัวไว้เพื่อตรวจละเอียด และรักษาที่ตึกวิบูลลักษณ์ ชั้นล่าง ห้องที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้เสียแล้ว
> > ได้รับการดูแลเยียวยารักษาอย่างดีจากครูบาอาจารย์ และเพื่อนฝูง
> > แต่อาการปวดประสาทก็รุนแรงมาก แทบจะผูกคอตายไปหลายหน....
> >
> > คืนหนึ่งเวลาประมาณสองทุ่มเศษ ๆ โรคปวดประสาทมาเอาผมอีก ทีนี้ปวดดิ้นเลย พยาบาลจะให้กินยาฉีด
> > ยาตามแพทย์สั่งไว้ ก็ไม่สงบ เมื่อเป็นเช่นนั้นผมก็นอนหลับตาเอามือกุมขมับข้างที่ปวด แล้วก็ภาวนา
> > บริกรรม พุทโธๆ ๆ ๆ ทำอาปานุสสติ ไปเรื่อยๆ
> > ที่ผมทำแบบนี้ได้เพราะเมื่อปี พ.ศ. 2500 ผมบวชพระที่วัดราชาธิวาส หนึ่งพรรษา
> > วัดนี้เป็นวัดวิปัสสนากรรมฐาน ผมก็ได้รับการอบรมเรื่องนี้มาด้วย พอทำสมาธิวิปัสสนาสักครู่อาการปวดก็
> > สงบลง มันก็เป็นเช่นนี้ คือ ปวดสักพัก แล้วก็บรรเทา
> > พอสงบ ผมก็สงบจิตทำสมาธิต่อไป....
> >
> > ประมาณสามทุ่มเศษๆ ผมก็หลับตาเห็น....เด็กหญิงคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างเตียง....
> > ก็ลืมตาถามภรรยาและพยาบาลพิเศษที่เฝ้าอยู่สองคนนี้ว่า.... 'ใครมา?'
> > ได้รับคำตอบว่า “ดึกแล้ว....ไม่มีใครมาหรอก....”
> > ผมก็หลับตาเข้าสมาธิต่อ พอสักครู่ ก็เห็นชัดว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
> > รูปร่างอ้วนเหลือกำลัง อ้วนยังกับเป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่หน้าตายังเด็ก มายืนอยู่ข้างเตียง เธอแต่งตัวด้วย
> > ชุดของโรงพยาบาล
> > เมื่อเห็นเช่นนั้น ผมก็เอ่ยปากออกถามว่า....“หนูเป็นใครมาทำไมที่นี่....”
> > ผมพูดออกมาดังๆ เพื่อให้สองคนนั้นได้ยิน รวมทั้ง คุณใบ กล้าหาญ ซึ่งรับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลสงฆ์
> > จนทุกวันนี้ และไปเฝ้าผมอยู่ด้วย....
> > ภรรยาผม มาเขย่าแขนแล้วพูดว่า “เธอ นี่อยู่นี่ๆ” ก็คงคิดว่าผมป่วยมากจนเพ้อ....
> > ผมก็บอกว่า “ไม่ได้เพ้อ หรือเสียสติอะไรหรอก....” แต่ว่า....มีใครเห็นไหม?
> > หนูอ้วนมานั่งอยู่ข้างเตียงนี่.... สองคนนั้นตอบว่า.... 'ไม่มีใครอีกแล้ว....'
> > ผมสังเกตเห็นว่าทั้งสองคนนั้นขยับตัวเข้ามาชิดกัน ภรรยาทำท่าจะสวดมนต์
> > หรือพนมมือไหว้พระปลกๆ
> > แต่ผมก็ยังข้องใจ.... เพราะหนูคนนั้นยังนั่งอยู่อย่างสงบเสงี่ยม!
> > ผมก็เลยพูดออกมาดัง ๆ กับภรรยา และพยาบาลในห้องว่า....
> > “จะคุยกับหนูคนนี้นะ ช่วยจดๆ จำๆ ไว้ด้วย” แล้วผมก็ถามด้วยเสียงดังๆ ว่า
> > “หนูเป็นใคร....มาทำไมในห้องนี้?”
> > แม่หนูตอบว่า “หนูเคยป่วยในห้องนี้ และตายในห้องนี้เมื่อประมาณสองปีมาแล้ว”
> > โดยผมจะคอยทวนคำตอบ ดัง ๆ ....ภรรยาผมคอยฟังและคอยจด....
> > “เอ้อ! หนูเคยมาป่วยที่ห้องนี้....หนูเป็นอะไรตาย?”
> > “ป่วยด้วยโรคอ้วนตายค่ะ”
> > ภรรยา และพยาบาลช่วยกันจดใหญ่.... “หนูเป็นลูกหลานใครกันจ๊ะ?”
> > “ตาหนูเป็นพระยาค่ะ” ชื่อของท่านขึ้นต้นด้วยตัว.. “อ”.. ลงท้ายด้วย ..“สิริ”
> > ผมทวนคำพูดของเธอดังๆ ให้ได้ยินกันทุกคน....
> > “งั้นหนูก็เป็นหลาน....” ผมพยายามนึก สักครู่ก็นึกออก แล้วพูดออกมาว่า....
> > “หลานเจ้าคุณอัชราชทรงสิริ ใช่ไหมล่ะ?”
> > หนูคนนั้นก็ตอบว่า “ใช่ค่ะ! คุณอาเก่งมาก”
> > “แล้วพ่อของหนูล่ะ?”
> > “คุณอาไม่รู้จักหรอกค่ะ”
> > ผมถามต่อไปว่า “หนูมีพี่น้องกี่คน?”
> > “มีสามคนค่ะ หนูเป็นผู้หญิงคนเดียว”
> > ผมทบทวนคำพูดดังๆ ทุกคำ เพื่อให้ผู้ที่กำลังฟังได้ยินด้วย....
> > “หนูมานี่มีความประสงค์อะไรจ๊ะ”
> > “หนูมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาเสียชีวิตเมื่อปีหลายที่ตึกเด็ก....
> > เขาบอกว่าเขาเป็นลูกคุณอาเมื่อชาติที่แล้ว เขาอยากจะมาหา ....
> > และมาช่วยคุณอาให้หายป่วยจากโรคนี้ เขาให้หนูมาบอกคุณอาก่อนค่ะ”
> > จากนั้น คุณแม่หนูอ้วนก็หายไป.... หายวับไปเลย....
> > ผมก็ลุกขึ้นนั่ง เล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้ภรรยา กับพยาบาลฟัง....
> > พยาบาลคนนั้น ตื่นเต้นมาก พลางบอกกับผมว่า....
> > ที่ตึกนี้และห้องนี้ เมื่อประมาณปี 2502 มีเด็กผู้หญิงถึงแก่กรรมที่ตึกนี้ ....
> > ห้องนี้หรือเปล่า? เพราะเธอแปลกใจและสนใจมาก ที่ผมพูดกับแม่หนูคนนั้นเป็นเรื่องเป็นราวตั้งนาน....
> > จากนั้นผมก็เข้านอน โดยไม่ลืมภาวนาบริกรรม พุทโธๆ ๆ ไปด้วย
> >
> > ประมาณห้าทุ่มคืนเดียวกันนั้นเอง ด้วยอาการปวดประสาทอย่างรุนแรง....
> > ทำให้ผมตื่นขึ้นมาอีก.... แต่สองคนที่อยู่ในห้องหลับไปแล้ว....
> > ตอนนี้ เงียบสงัด แต่ผมนอนกุมขมับ กุมศีรษะด้านขวาอยู่คนเดียว ด้วยความปวด
> > ที่ออกจะรุนแรงเอาการอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ที่หู ว่า....
> > “เธอ! พ่อเธอนอนอยู่นี่ยังไง....เข้ามาซิ”
> > ผมลืมตาขึ้นมองก็ไม่เห็นมีอะไร....แต่พอหลับตาก็ได้ยินเสียงขึ้นมาอีกว่า....
> > “เข้ามาซิ เข้ามาเถอะ!”
> > ผมลืมตาขึ้นอีกที ทีนี้เห็นเด็กสองคนเข้ามายืนข้างเตียงผม คนหนึ่งอ้วน ก็คนเก่า
> > อีกคนหนึ่งอยู่ในวัย 12 ขวบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เธอเดินมาข้างเตียงผม ....
> > แล้วพูดว่า ....“พ่อ! หนูมาช่วยพ่อ”
> > ผมจึงเรียกภรรยาและนางพยาบาลให้ตื่น แล้วถามว่า ....
> > 'เห็นเด็กผู้หญิงสองคนตรงนี้ไหม?....เด็ก ๆ มายืนอยู่ที่นี่แนะ!'
> > พยาบาลเปิดไฟในห้องสว่างพรึ่บ แล้วบอกว่า.... 'ไม่เห็นมีใครมาซักคนนี่คะ?'
> > “มีซิ มีแม่หนูสองคนมาเยี่ยม แล้วก็ยืนอยู่ตรงนี้ นี่ไงล่ะ....”
> > พลางผมก็ยื่นมือออกชี้ไปที่ตัวเด็ก....
> > คุณใบยกเก้าอี้มาสองตัว ให้แขกที่มองไม่เห็นตัวนั่งข้างเตียงทันที....
> > ภรรยาผม กับพยาบาลตื่นขึ้นนั่ง ขยับตัวเข้ามาชิดกัน....
> > แล้วทั้งสองก็พนมมือทำท่าสวดมนต์อีกรอบ....
> > หนูอ้วนยืนอยู่สักครู่แล้วก็ลาไป “คุณอาคะ หนูไปก่อนนะคะ” ว่าแล้วก็หายวับไปทันที
> > เหลือแต่แม่หนูตัวเล็กคนเดียว....
> > ตอนนี้เธอนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงนอนผม ข้อศอกสองข้างเท้าที่นอนยันคางไว้....
> > แล้วถามว่า....'คุณพ่อปวดศรีษะมากหรือคะ?'
> > ผมตอบว่า.... 'ตอนนี้ปวดมากจ้ะ!'
> > เธอยื่นมือข้างหนึ่งมากุมหรือกดศีรษะ ด้านที่ปวดของผมไว้แล้วบอกว่า “สักครู่จะทุเลา”
> > ต่อจากนั้นสักพัก อาการปวดก็สงบ....
> > ผมจึงถามเธอว่า.... 'หนูเป็นใคร? แล้วทำไม มาเรียกว่า พ่อ?'
> > ตอนนี้สองคนนั้นเริ่มจดอีก.... “ชาติที่แล้วหนูเป็นลูกของพ่อ....”
> > ผมก็ทวนคำพูดของแม่หนูว่า.... “อ้อ ชาติที่แล้วเป็นลูกของพ่อ”
> >
> > ต่อไปนี้ เป็นคำสนทนาของผมกับเด็กผู้หญิงคนนั้น....
> > โดยผมถามดังๆ และทวนคำตอบดังๆ เช่นเคย....
> > “ชาติก่อนนี้ หนูเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง”
> > “เป็นผู้หญิงค่ะ”
> > “หนูเป็นอะไรตายในชาติก่อน?”
> > “หนูไปเล่นน้ำแล้วไถลลื่น และตกน้ำตาย”
> > “หนูตายที่ไหน?”
> > “ตกน้ำตายที่โรงโม่”
> > ผมไม่รู้จักท่าโรงโม่ จึงถามเธอว่า “โรงโม่อยู่ที่ไหน?”
> > “ก็แถวๆ ท่าเตียนนี่แหละ ไม่ไกลเท่าไหร่”
> > “ตอนที่ตกน้ำตายหนูอายุเท่าไหร่?”
> > “ก็สิบกว่าขวบค่ะ”
> > “ชาติก่อนนี้ พ่อเป็นอะไร”
> > “ชาติก่อนนี้พ่อรับราชการในรัชกาลที่ 3 เป็นผู้คุมนักโทษและราชมัล”
> > “....ราชมัล เป็นอย่างไร พ่อไม่รู้จัก?”
> > “ราชมัล เป็นผู้คุม เป็นคนลงโทษนักโทษ ทรมานนักโทษ รวมทั้งประหารชีวิตนักโทษด้วย”
> > ผมได้ฟังแล้วตกใจมาก เพราะชาตินี้ผมไม่เคยเบียดเบียนใคร ไม่ชอบการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างใดทั้งสิ้น
> > แล้วจึงถามแม่หนูนั้นว่า “ที่พ่อป่วยนี้ ป่วยมานานเป็นเพราะอะไร แล้วเมื่อไหร่จะหาย?”
> > เธอตอบว่า “ป่วยเพราะกรรมเก่าที่ทำไว้แต่ชาติก่อน พ่อมีหน้าที่เกี่ยวกับนักโทษ ควบคุมลงโทษ ทรมาน
> > เขา กรรมก็ตามมาสนองในชาตินี้”
> > ผมแย้งว่า “ก็ทำตามหน้าที่…หน้าที่ คือ ควบคุมทรมานเขา เราไม่ทำ เราก็ผิด....”
> > แม่หนูก็ตอบว่า....“ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งรูปร่างอ้วนใหญ่ สูงดำ ถูกคดีฆ่าชาวบ้านตาย ทำทารุณต่างๆ
> > แก่ราษฎร....ความจริงนั้น เขาไม่ได้ทำ แต่ชาวบ้านมารวมหัวกันใส่ความเขา พระอัยการก็คุมตัวมาลง
> > โทษ สอบถามเขา เขาไม่ได้ทำ ก็ไม่รับ ราชมัลก็คือ พ่อ ได้ลงโทษเขา จับเขาเข้าขื่อเข้าคาตอกเล็บ
> > แล้วเอาเครื่องมือมาบีบขมับเขา บีบขมับจนเขาสลบ เพราะความเจ็บปวด เขาก็ไม่รับว่าเป็นผู้ร้าย พ่อก็
> > ลงโทษบีบขมับเขาอีก เพื่อให้เขารับสัตย์ว่าเป็น เขาก็ไม่รับ ในที่สุดก็ทนทรมานไม่ไหว ก็ขาดใจตาย!
> > ก่อนตาย... เขาผูกใจอาฆาตพยาบาทไว้ว่า จะจองเวรไปทุกชาติจนกว่าจะหมดเวร....
> > ตอนนี้กรรมมาตามทันอย่างเต็มที่แล้ว.... จึงได้ป่วยเช่นนี้”
> > ผมทวนทำพูดของแม่หนูน้อยทุกอย่าง ภรรยาผมและพยาบาลนั่งจำและจดไว้ทุกคำพูด....
> > ผมจึงถามต่อไปว่า 'เมื่อไหร่จะชดใช้กรรมนี้หมดเสียที?'
> > แม่หนูตอบว่า “พ่อทำไว้มาก ทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว กรรมก็สลับกันไป กรรมดีทำให้พ่อเกิดมาอย่างนี้
> > กรรมชั่วก็ตามมาสนองอย่างนี้ '
> > ภรรยาผมนั่งฟังอยู่ตลอด ก็ขอให้ผมถามว่าเมื่อชาติก่อนเธอเป็นอะไร?
> > แม่หนูตอบว่า “คุณแม่ เมื่อชาติก่อนนี้เป็นแม่ชี บวชเป็นแม่ชีถือศีลกินเพล อยู่วัดใต้” ผมก็ไม่ทราบว่า วัด
> > ใต้ ไหน
> > แม่หนูบอกว่า “เวลาผมปวดประสาทมาก ๆ ให้นึกถึงเธอ เธอจะมาช่วยให้บรรเทาเบาบางลง”
> > แล้วก็เอามือมากุมศี